รีเจนซี่
Uncategorized

ประวัติความเป็นมาของ รีเจนซี่ บรั่นดีไทย

เมื่อสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา “ณรงค์ โชคชัยณรงค์” อาจถูกหาว่า “บ้า” ที่คิดจะสร้างบรั่นดีไทย รีเจนซี่ ขึ้นมาในยุทธจักรน้ำเมานี้ ด้วยเหตุว่าแนวทางการผลิตบรั่นดีคือเรื่องของศาสตร์และก็ศิลปที่ถ่ายทอดกันหลายชั่วคนจะต้องละเอียดลออตั้งแต่คัดจำพวกองุ่นชั้นเลิศที่ปลูก เก็บเกี่ยวในลักษณะอากาศสมควร รวมทั้งผ่านผู้กระทำลั่นแล้วก็บ่มรสให้นุ่มนวล

เปรียบเหมือนดั่งน้ำทิพย์ที่สรวงสวรรค์บรรจงสร้าง กว่าจะได้แต่ละหยาดหยดจำต้องใช้เวลานานไม่ต่ำยิ่งกว่า 2-3 ปี รวมทั้งทุกปีการระเหยระหว่างเก็บบ่มจะเกิดขึ้นเป็นการสูญเสียที่แพงมากแม้กระนั้นเลี่ยงมิได้ ซึ่งสวนทางกับธุรกิจที่มีวิธีการสืบหาผลกำไรสูงสุดในเวลาอันรวดเร็วทันใจ เพื่อบรรลุจุดคืนทุนแม้กระนั้นเขาไม่เคยท้อ

โชคดีเป็นของเขาเมื่อได้ทราบจะกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญชาวประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งเคยมีประสบการณ์ในบริษัทบรั่นดีโบราณของประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลดเกษียณอายุแล้วหลังจากนั้นก็คิดจะตั้งโรงงานทำบรั่นดีในเวียดนาม แม้กระนั้นภัยการสู้รบเวียดนามที่ปั่นป่วนอยู่ ทำให้แผนการของเขาจะต้องยกเลิกไป และก็เขาก็ได้ชายผู้รู้นี้มาวางรากฐานการสร้างบรั่นดีในโรงงาน

การสร้างบรั่นดี รีเจนซี่ เริ่มแรกเป็นไวน์อันเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการประสมประสานขององุ่น “จำพวกไวท์มะละกา” ซึ่งมีสีเขียวอมเหลือง นิยมนำมาปลูกกันมากมายในแถบบริเวณลุ่มน้ำแม่กลองในเขตตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สามพราน นครปฐม แล้วก็จังหวัดราชบุรี เหล้าองุ่นที่ได้จะมีดีกรี 10-12 เพียงแค่นั้น ภายหลังผ่านวิธีการกลั่นครั้งละหยดในห้องกลั่นซึ่งรับรองไฟไหม้ไว้ไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 10 ล้านบาท ความร้ายแรงของบรั่นดีจะเพิ่มมากถึง 40 ดีกรี ด้วยเหตุดังกล่าวบรั่นดีที่กลั่นเพียงแค่ครั้งเดียวจะมีความร้ายแรงแล้วก็มีคุณประโยชน์เป็นยา ก็เลยจะต้องนำไปเก็บบ่มรส 2-3 ปี ให้รสนุ่มนวลลงในถังไม้โอ๊กลีมูซีน ซึ่งเป็นไม้ประเภทเดียวที่ให้กลิ่นหอมสดชื่นรวมทั้งสีทองของบรั่นดี

เหล้ารีเจนซี่เขาให้องุ่นเป็นส่วนมากมิได้ใช้กากน้ำตาลหรือที่เรียกว่า “โมลาส” ในตอนที่สุราแบรนด์อื่นใช้เพราะว่าทุนถูกเพียงแค่ตันละ 400-500 บาท แม้กระนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เมืองไทยไม่บังคับ รัฐบาลพอใจจะมัวแต่ภาษีมากมายๆเพียงแค่นั้น อย่างแม่โขงกว่าจะเข้าไปขายในอเมริกาจะต้องใช้เวลาตั้งนาน ควรมีการเปลี่ยนสูตรก่อน

ณรงค์ โชคชัยณรงค์ กำเนิดเมื่อปี พุทธศักราช2467 คุณแม่ชื่อ “แต้สี” พ่อชื่อ “จินซุ้ย” ถ้าหากไม่มีเขา “รีเจนซี่บรั่นดี” ก็อาจมิได้เกิดมาในแวดวงน้ำเมานี้ ชีวิตของณรงค์เริ่มอย่างลำบากยากลำบากในชีวิตวัยเด็กที่เดินทางจากแผ่นดินจีนสู่ใต้ร่มเงาของผืนแผ่นดินไทย ในตอนก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

ในตอนนั้นณรงค์ที่ยังคงใช้ “แซ่เฮ้ง” เพิ่งแก่รุ่นๆเพียงแต่ 13-14 ปี เริ่มชีวิตในประเทศไทยด้วยการทำงานทำความเข้าใจเป็นช่างเจียระไนอัญมณีในร้านเพชรบริเวณซอยหัวเม็ด จักรวรรดิ ความอุตสาหะอุตสาหะที่มีแววฉลาดเฉลียว ได้ฉายประกายดุจเพชรน้ำเอกที่ทำให้ชีวิตของชายหนุ่มคนจีนได้เจอรักกับลูกหญิงคนมั่งมีเถ้าแก่เพชร “แซ่เบ๊”

พ่อตาอย่าง “ปรีชา อัศวปรีชา” ได้ยินยอมชู “สุทธิวรรณ อัศวปรีชา” บุตรสาวที่รักยิ่งให้แก่ณรงค์ และก็ความรอบรู้ก็ไม่ผิดหวังในชายหนุ่มคนนี้ เพราะเหตุว่าในเวลาถัดมาณรงค์ได้พิสูจน์ถึงเชื้อสายของนักสู้ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม จวบจนกระทั่งตนเองบรรลุผลสำเร็จ

เขาได้แปลงเป็นตำนานของ “แจ๊คผู้หาญฆ่ายักษ์แม่โขง” ในฐานะผู้เข้ามาใหม่ด้วยบรั่นดีรีเจนซี่ ภายหลังรวบรวมทุนรอนมากมายก่ายกองจากการค้าเพชรและก็รับเหมาก่อสร้างห้องแถวลำดับที่สามบริเวณอันเป็นที่เงินของจุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย

เครือญาติคุณณรงค์ถูกใจสะสมบรั่นดีคอนญัคมาก แล้วก็คุณณรงค์ก็ถูกใจดื่มบรั่นดี ต่อมาเขาไม่ดื่มมากเพราะเหตุว่าระวังเรื่องสุขภาพในขณะที่เข้ามาในแวดวงนั้น คุณณรงค์ถูกใจและก็หลงใหลบรั่นดีแล้วก็อันไหนที่จิบแล้วผิดดวงใจก็ตำหนิ คนเขาก็ว่าติเตียนมากมายก็ทำเองสิ…ด้วยคำท้านี้เองเขาก็เลยได้ตกลงใจทุ่มเงินทุกบาททุกเงินที่ได้จากกิจการค้าเพชรรวมทั้งรับเหมาก่อสร้างไปลงทุน

ณรงค์ก้าวเข้ามาใน “ยุทธจักรน้ำเมา” ที่เป็นธุรกิจการบ้านการเมืองตั้งแต่ปี พุทธศักราช2515 โดยรู้อยู่แก่ใจว่าช่องทางกำเนิดนั้นจะต้องปวดแล้วก็ทรมาทรกรรม ไม่มีผู้ใดสารภาพรีเจนซี่ในระยะต้น แม้กระนั้นด้วยความเต็มใจนักสู้ที่ถือเอาความสุจริตใจเป็นที่ตั้งบวกกับความสัมพันธ์ด้านการเงินที่มี “แบงค์กรุงเทวดา” สนับสนุนเต็มกำลัง ก็ทำให้ณรงค์กล้าก้าวเข้ามาเป็นผู้สร้างบรั่นดี ด้วยเจตนาที่ยึดมั่นประสิทธิภาพเป็นลักษณะเด่นทางการขายและก็การตลาด

เดิมณรงค์กินเหล้าไม่เป็น แต่ว่าในระหว่างที่รีเจนซี่รุ่นแรกๆไม่มีใครซื้อเลย มึงเลยรับประทานของเอ็งเอง จนถึงหน้าแดงเข้ม ลองคิดดูสิ กว่าจะติดอันดับนี่ยาก เนื่องจากจำเป็นต้องทำโฆษณาตลาดตลอด แต่ว่าณรงค์มึงเป็นคนประชาสัมพันธ์ไม่เป็น กล่าวแต่ของผมดีๆแล้วผู้ใดกันจะไปทราบล่ะ…คนแก่ในกรมสรรพสามิตเล่าให้ฟัง โดยเหตุนี้ในปี พุทธศักราช2534 เขาก็เลยทุ่มงบประมาณประชาสัมพันธ์วันครบรอบ 20 ปี ของรีเจนซี่บรั่นดี ทางสื่อมวลชนทุกกิ่งก้านสาขา เพื่อสร้างภาพวจนะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยชาวไทยเพื่อชาวไทย

ณรงค์มีความเป็นมนุษย์จีนที่เป็นคนประเทศไทยมากกว่าคนประเทศไทยบางบุคคลเสียอีก ชีวิตที่ได้รับช่องทางกระบวนการทำมาหารับประทาน ความสัมพันธ์ธุรกิจกับผู้ใหญ่เป็นต้นว่า “พล.อ.เกรียงอำนาจ ชมะนันทน์” สมัยก่อนนายกฯผู้มองดูมัยการจิบบรั่นดีรวมทั้งอยากช่วยเหลือกสิกรองุ่นที่ประสบพบปัญหาผลิตผลราคาตกต่ำ ทำให้การขอรับการช่วยสนับสนุนโรงงานของเขาในเวลาถัดมาได้รับการส่งเสริมอย่างยอดเยี่ยมทั้งยังจากหน่วยงานของรัฐและก็กรมสรรพสามิต

“เอ็งเป็นคนไม่ทุจริตภาษี ถึงขาดเงินเพราะเหตุว่าขายสินค้ามิได้ มึงก็ไปกู้มาให้” ประธานในกรมสรรพสามิตเล่าให้ฟังถึงอดีตกาล แต่ว่าเดี๋ยวนี้บริษัทได้จ่ายภาษีค่าธรรมเนียมทั้งปวงปีละเกือบจะพันล้านบาท เนื่องจากว่าสุราขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่ามีรายได้เป็นอันมาก

การรู้จักใช้ความกตัญญูกตเวทีที่ไปมาหาสู่ไม่เคยขาดในช่องทางหลักๆอย่างเช่นวันเกิด วันขึ้นปีใหม่ ทำให้เขามีวันนี้ได้ เขาไม่เคยลืมพระคุณคนใด ขนาด “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” หมดอำนาจไปแล้ว เขาก็ยังไปพบอยู่เป็นประจำหรือ “สมหมาย ฮุนตระกูล” ซึ่งเคยอนุมัติเพราะเหตุว่ามีความคิดเห็นว่าโครงงานของเขาดี ณรงค์มีความเห็นว่าเป็นลายมือของท่าน ก็จะต้องไปพบทั้งที่ท่านไม่เคยทราบว่าเลยว่าช่วย นี่เป็นเสน่ห์ของณรงค์ที่ถูกใจไปพบคนเกษียณแล้วเพื่อคุ้มครองปกป้องคำครหาว่า “ยกยอปอปั้นคนแก่”

แม้กระนั้นเรื่องราวกาลครั้งหนึ่งที่ทำให้ณรงค์เศร้าใจมากมายก็คือ ความสัมพันธ์อันดั้งเดิมกับ “คีเซ่งโชคดี” จะต้องขาดสะบั้นลง คีเซ่งโชคดีเป็นเอเยนต์รีเจนซี่ในจังหวัดนครราชสีมามานาน เถ้าแก่คีเซ่งโชคดีจะรักและก็ช่วยเหลือณรงค์มากมายตั้งแต่เริ่มสมัยเริ่มต้นตลาดมาด้วยกัน จนถึงมียอดจำหน่ายรีเจนซี่สูงสุดในประเทศ ความยำเกรงที่ทั้งสองมีให้กันเสมือนเครือญาติ แม้กระนั้นเมื่อเถ้าแก่คีเซ่งโชคดีได้เสียชีวิตลง ข้อคิดเห็นเรื่องผลตอบแทนเริ่มต่างจากเดิม ยิ่งมีเรื่องมีราวบริษัทเรียกเงินรับประกันหรือ “แตะเต้ย” เป็นเงิน 7 ล้านบาทเพื่อช่วยด้านขยายกำลังการผลิตทางคีเซ่งโชคดีได้เป็นแม่งานถกเถียงถึงแม้ได้มีการเสวนากันและจากนั้นก็ตาม สุดท้ายคีเซ่งโชคดีก็ขอเลิกเป็นเอเยนต์

โน่นเกิดเรื่องที่ณรงค์เศร้าใจจนถึงทุกวันนี้ และก็เขาชอบพร่ำบ่นกับคนสนิทเสมอว่าเสียดายความเกี่ยวเนื่องอันดีที่มีต่อกัน…

ณรงค์มีลูกชายลูกหญิงทั้งหมด 5 คนเป็นลูกชายต้นปีท้ายปีเป็น ดิเรกรวมทั้งกรีติ์กนิษฐ์ และก็บุตรสาวสามคนเป็น ศุภสร พรจันทร์ รวมทั้งศันสนีย์ ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแต่ได้รับการเรียนรู้จากต่างแดนตั้งแต่ยังเล็กที่ประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งจบระดับปริญญาจากสหรัฐฯโดยมีม่าม้าอย่างสุทธิชาติชั้นวรรณะตามไปรอดูแล หากแม้ในทางนิตินัยคุณยังคงใช้คำนำหน้าชื่อว่า “นางสาวสุทธิวรรณะ อัศวปัญญาสามารถ” จนถึงปัจจุบันนี้

ดิเรก โชคชัยณรงค์ ลูกชายคนหัวปีของณรงค์ที่จบด้านวิศวกรรมเคมีโรงงานจากอเมริกาก็ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบสกุลสืบภารกิจนี้ต่อจากบิดา ตอนนี้ดิเรกด้อยกว่ากรรมการผู้จัดการรวมทั้งดูแลการสร้างและก็ด้านการตลาดด้วย, ศุภสรหรือที่นิยมเรียกชื่อเล่นว่า “รุ้งกินน้ำ” ผู้มีพื้นฐานจบจากด้านกราฟิกดีไซน์ก็ถนัดคุมหน้าที่สนับสนุนด้านประชาสัมพันธ์โปรโมท ,พรจันทร์หรือ “ปาน” ดูแลด้านบัญชีการคลัง ส่วนบุตรสาวอีกคนก็ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ รวมทั้งลูกชายคนเล็กก็เล่าเรียนมาทางด้านการบริหารธุรกิจการตลาด

ชีวิตทุกๆวันนี้ ณรงค์ทุ่มเทให้กับการทำงานมากมาย จะไปโรงงานทุกวี่ทุกวันแม้ว่าจะเดินไม่ค่อยไหว ทุกตอนเช้า 10 นาฬิกาถึงบ่ายสี่นาฬิกาเย็นเขาจะขลุกอยู่ในโรงงานเหล้าพิเศษสุวรรณภูมิที่จังหวัดนครปฐม แม้ว่าจะผ่านพ้นวัยปลดเกษียณไปๆมาๆกแล้ว ชายร่างอ้วนใหญ่คนนี้ก็ยังหมั่นดูแลธุรกิจอยู่เป็นประจำ

ตราบเท่าที่เขายังมีลมหายใจอยู่ตราบนั้นเขาจะไม่ยินยอมหยุดปฏิบัติงานจากชีวิตที่ต่อสู้ด้วยสองมือเปล่า วันนี้ชีวิต “ณรงค์ โชคชัยณรงค์” มีผลกำไรแล้ว

 

ที่มา..  bizpromptinfo

Continue Reading...

การดื่มเบีย ดื่มอย่างไรดี
Uncategorized

การดื่มเบีย ดื่มอย่างไรดี เบียมีความเป็นมาอย่างไร ?

การดื่มเบีย ดื่มอย่างไรดี เบียร์เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีการเตรียมการก่อนดื่มที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้  สามารถนับย้อนกลับไปได้ถึงต้นยุคหินใหม่หรือราว 9500 ปีก่อนคริสตกาลเมื่อเมล็ดธัญพืชถูกนำมาเพาะปลูกครั้งแรก และได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ของเมโสโปเตเมียและอียิปต์โบราณนักโบราณคดีคาดการณ์ว่าเบียร์มีบทบาทสำคัญในการก่อตัวของอารยธรรมต่างๆ เห็นได้จากเมื่อราว 5000 ปีต่อมา คนงานในเมืองอูรุกได้รับเบียร์เป็นค่าจ้าง และระหว่างการก่อสร้างมหาปิรามิดในกิซา คนงานแต่ละคนได้รับปันส่วนประจำวันเป็นเบียร์สี่ถึงห้าลิตร ซึ่งช่วยทั้งโภชนาการและทำให้สดชื่นเป็นส่วนสำคัญต่อการก่อสร้างปิรามิด

หลักฐานแรกสุดทางเคมีของเบียร์ข้าวบาร์เลย์อยู่ในช่วง  3500–3100  ปี ก่อนคริสตกาลจากแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี โกดิน เทปี (Godin Tepe) ในภูเขาแซกรอส (Zagros) ทางตะวันตกของประเทศอิหร่าน บางส่วนของงานเขียนชาวซูมาเรียนมีการอ้างอิงถึงเบียร์ ตัวอย่างว่า คำอธิษฐานถึงเทพีนินกาซิ (Ninkasi) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เพลงสวดนินกาซิ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นคำอธิษฐานและวิธีจดจำสูตรเบียร์ในวัฒนธรรมของผู้มีการศึกษาและคำแนะนำโบราณ (กรอกท้องของคุณทั้งวันและคืนทำให้มีความสุข) ถึงกิลกาเมช ที่บันทึกไว้ในมหากาพย์กิลกาเมชโดยชิดูรี (Sidur) ซึ่งอาจอ้างถึงการดื่มเบียร์แผ่นจาลึกอัลบลา (Ebla tablets) ที่ค้นพบในปี ค.ศ. ในอาณาจักรอัลบลา ประเทศซีเรีย แสดงว่าเบียร์ถูกผลิตขึ้นในเมื่องเมื่อ 2500 ปีก่อนคริสตกาลเครื่องดื่มหมักที่ใช้ข้าวและผลไม้ในการผลิตในประเทศจีนเกิดขึ้นประมาณ 7000 ปีก่อนคริสตกาล………

การผลิตเบียร์ในประเทศไทยนั้น เริ่มมีการผลิตเบียร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ได้ยื่นเรื่องขอจัดตั้งบริษัทผลิตเบียร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2473 โดยจะใช้ปลายข้าวในการผลิตแทนข้าวมอลต์  ส่วนตัวโรงงานนั้นได้ถูกสร้างขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2476 ในย่านบางกระบือ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ชื่อของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และทำการผลิตเบียร์ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี พ.ศ. 2477 ภายใต้เครื่องหมายการค้า ตราหมี ตราสิงห์แดง ตราสิงห์ขาว ตราแหม่ม ตราพระปรางค์ทอง ตราว่าวปักเป้า ตรากุญแจ ตรารถไฟ และ ที่ยังคงอยู่จนปัจจุบันนี้คือ ตราสิงห์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 มีโรงเบียร์แห่งที่สอ งเกิดขึ้น คือ บริษัทบางกอกเบียร์ ผลิตเบียร์ตราหนุมาน ตราแผนที่ และตรากระทิง แต่ไม่ได้รับความนิยมจากผู้ดื่มจึงได้เลิกกิจการไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 จึงได้เปลี่ยนเจ้าของกิจการและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทไทยอมฤต บริวเวอรี่ จำกัด ผลิตเบียร์อมฤต และซื้อลิขสิทธิ์ยี่ห้อเบียร์จากต่างประเทศชื่อ คลอสเตอร์ มาผลิตเมื่อ พ.ศ. 2521

ภายหลังจากที่ประเทศไทยมีโรงงานเบียร์แห่งที่สองแล้ว ภาครัฐก็ไม่ได้มีการสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานเพิ่ม เนื่องจากเห็นว่าเบียร์เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และตั้งกำแพงภาษีเพื่อให้ความคุ้มครองกับผู้ผลิตในประเทศ จนกระทั่ง พ.ศ. 2535 ภาครัฐมีนโยบายเปิดเสรีทางการค้า โดยการเปลี่ยนเงื่อนไขของผู้ผลิตเบียร์ จากที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย เพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในประเทศ……

การดื่มเบีย ดื่มอย่างไรดี

การดื่มเบีย ดื่มอย่างไรดี  ?

1.เบียร์สามารถควบคุมการดื่มได้

เบียร์ส่วนใหญ่ ถูกบรรจุกันเป็นแบบกระป๋องหรือขวด สามารถดื่มได้ทันทีโดยไม่ต้องไปผสมกับอะไรทั้งสิ้น ทำให้คุณสามารถควบคุมการดื่มได้ เช่น 2 กระป๋อง หรือ 1 ขวด

2. ไฟเบอร์สูง

เบียร์มีไฟเบอร์สูง โดยไฟเบอร์จะช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น ช่วยให้คุณไม่กินอาหารมากเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องระวังแคลอรี่ที่มากับเบียร์ด้วยนะ

3. อุดมไปด้วยวิตามินบี

เบียร์มีวิตามินบีจากยีสต์ที่ใช้ในการหมัก อุดมไปด้วยวิตามิน B3, B6, กรดโฟลิก(B9) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งในส่วนของการเสริมสุขภาพและป้องกันโรคบางชนิดได้อีกด้วย

4. ช่วยคลายความเครียด

จิบเบียร์สักวันละกระป๋องหรือขวดเล็ก ช่วยผ่อนคลายความเครียดลงและลดความกังวลลงได้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาหารหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตกได้ โดยพอประมาณสำหรับผู้หญิงนั้นไม่เกิน 12 ออนซ์ต่อวัน และ 24 ออนซ์สำหรับผู้ชาย

5. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้

โดยจากการศึกษาหลายครั้งพบว่าคนที่ดื่มเบียร์นั้นมีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มถึง 30% ซึ่งเบาหวานประเภทที่ 2 คือเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ โดยเกิดจากการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของร่ายกาย ทำให้ต้องกินยาหรือฉีดอินซูลิน

6. มีซิลิคอนสูง

ซิลิคอน ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยจากการวิจัยของมหาวิทยาลัย Alcala ที่สเปนพบว่าการบริโภคซิลิคอนปริมาณสูงนั้นได้ช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

7. มีสารที่ต่อต้านจุลชีพ

ฮอปนั้นเป็นดอกไม้ที่มีรสขมที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการหมักเบียร์ โดยฮอปมีฤทธิ์ต่อต้านจุลินทรีย์ช่วยต่อสู้กันโรคบางชนิดได้

8. ดื่มเบียร์ในปริมาณที่พอดีนั้นมีประโยชน์ต่อกระดูก

เบียร์นั้นช่วยให้กระดูกแข็งแรง โดยจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Tufts ได้พบความเชื่องโยงในด้านที่ดีว่าการดื่มเบียร์หรือไวน์ในปริมาณที่พอดีนั้นช่วยให้กระดูกสะโพกมีความหนาแน่น

9. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

ไวน์แดงนั้นถูกทำให้เชื่อกันว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีที่สุด แต่จากการศึกษาของ Kaiser Permanente พบว่าคนที่ดื่มเบียร์นั้นมีโอกาสเกิดโรคหัวใจต่ำกว่าคนที่ดื่มวิสกี้หรือไวน์เสียอีก

10. ช่วยให้เข้าสังคมได้ง่าย

ใช่ว่าคนไม่ดื่มจะเข้าสังคมได้ยาก แต่การชวนกันไปสังสรรค์เล็กๆ น้อยๆ ทำให้เราสามารถกระชับความสัมพันธ์หรือเปิดใจเรียนรู้กันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ การคุยธุรกิจ การนัดเจอพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ แต่ข้อควรระวังคือ ถ้าไปดื่มกับคนที่ไม่สนิทมากอย่าได้เผลอดื่มจนเมา น้ะค้ะ…

Continue Reading...

ไวน์วันละแก้ว
Uncategorized

ไวน์วันละแก้ว ดีอย่างไร วิธีการดื่มไวน์ดื่มอย่างไร ?

ไวน์วันละแก้ว สำหรับมือใหม่หัดจิบ ดีอย่างไร ดื่มอย่างไร มีที่มาอย่างไร ไขข้อข้องใจได้ที่นี่ค่ะ

การดื่ม ไวน์วันละแก้ว ช่วยให้เลือดไหวเวียนได้ดี ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ให้ผลดีกับร่างกายมากกว่าเบียร์ แต่หากคุณไม่ใช่สายไวน์ แต่เริ่มอยากรู้อยากจิบกับเขาบ้าง วันนี้เราขอเสนอ สำหรับมือใหม่หัดจิบให้เข้าใจกันง่ายๆ  ไวน์เป็น  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขึ้นชื่อว่า เก่าแก่ที่สุดของมนุษย ดื่มกันมาหลายพันปี แม้ว่ารสชาติจะไม่เหมือนไวน์ในยุคแรกๆ แต่ที่ฉุนจนต้องผสมกับน้ำทะเลก่อนดื่ม แต่ก็คือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ที่หมักน้ำตาลจากองุ่นจนเกิดเป็นเมรัย ซึ่งไม่ใช่ได้เพียงความเมา หากรู้จักดื่มไวน์ให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ คุณค่าก็จะมากมายเกินที่คุณจะคาดคิดเลยทีเดียว ค่ะ

ไวน์วันละแก้ว

 

สิ่งแรกที่คนดื่มไวน์ต้องเข้าใจก่อนเลยก็คือ การจับแก้ว เนื่องจากอุณหภูมิความร้อนจากฝ่ามือเมื่อส่งผ่านไปถึงแก้วจะทำให้ไวน์มีรสชาติเปลี่ยนไป เพี้ยนจนเสียรสก็มีมาแล้วเหมือนกัน ดังนั้นเราต้องจับแก้วให้ถูกวิธี การจัดแก้วไวน์ที่ถูกต้องจะต้องจับให้ถูกแก้วให้น้อยสุดเพื่อให้อุณหภูมิแผ่ไปน้อยที่สุด สำหรับมือใหม่ วิธีการจับแบบง่ายก็คือ ใช้นิ้วคีบก้านแก้วไวน์นั้นแล้วยกขึ้นดื่ม
วิธีการดื่มไวน์ หากไม่นับการรินไวน์ ที่พนักงานบริการจะจัดการให้ เราเลยขอข้ามขั้นตอนตรงนี้ไปเลย การดื่มไวน์นั้นไม่ได้เหมือนกับเครื่องดื่มทั่วไป อาจจะต้องมีขั้นตอนบางอย่างเอาไว้ด้วย เพื่อให้เราได้รสชาติที่ดีที่สุดของการดื่มไวน์ วิธีการดื่มไวน์สำหรับมือใหม่อย่างเราก็คือ เมื่อบริการรินไวน์ให้แล้ว เรายังไม่สามารถดื่มไวน์ได้ทันที ต้องยกขึ้นมาเสียก่อนจากนั้นหมุนวนแก้วเล็กน้อยเพื่อไวน์เกิดการเคลื่อนไหววิธีนี้จะช่วยให้ไวน์ผสมกันดีขึ้น จากนั้นดมกลิ่นความหอมแล้วค่อยยกจิบขึ้นดื่มไวน์

มารยาทที่ควรรู้เอาไว้ไม่เสียหาย ในการจิบไวน์

คุณต้องไม่จับไวน์ที่ตัวแก้ว

ไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาว ไวน์แดง หรือแม้แต่แชมเปญ เพราะอุณหภูมิความร้อนของมือเรา จะไปให้ไวน์เสียรสได้ ทั้งยังดูเป็นการเสียมารยาทด้วย การจับที่ถูกต้องคือ ให้จับตรงก้านแก้ว ทั้งนี้การจับที่ตัวแก้ว แบบนั้นเหมาะจะใช้ในการจับแก้วบรั่นดี เหตุผลคือ พวกเหล้าบรั่นดีนิยมดื่มแบบอุ่นๆ บรั่นดีบางตัว เพื่อให้แก้วอุ่น แล้วจึงรินบรั่นดีลงไป เพื่อที่จะให้บรั่นดีหอมละมุนอยู่ในคอ และได้รสชาติดียิ่งขึ้น

2.คุณต้องปล่อยให้เจ้าภาพเลือกไวน์
หากคุณไม่ใช่เจ้าภาพ ควรปล่อยให้เจ้าภาพเลือกไวน์เอง แต่หากคุณเป็นเจ้าภาพ หรือเป็นคนที่เจ้าภาพให้เกียรติคุณเป็นผู้เลือกไวน์ ผู้แนะนำไวน์ จะเอาไวน์มาให้คุณชิม และตัดสินใจ ซึ่งโดยมารยาทการชิมไวน์นั้น ควรให้ผู้เลือกเป็นผู้ชิมไวน์เพียงคนเดียวเท่านั้น

คุณควรมีWine Sommerlier ช่วยแนะนำ

หากคุณไม่ชำนาญเรื่องไวน์ แล้วต้องเป็นเจ้าภาพ หรือผู้เลือกไวน์คือ ขอให้ Wine Sommerlier เป็นผู้แนะนำ โดยคุณอาจบอกความต้องการว่า อยากได้ไวน์แบบไหน เช่น ไวน์แดงรสเข้ม หรือไวน์ขาวที่ดื่มง่าย เพื่อให้ Wine Sommerlier เสนอแนวทาง และแนะนำไวน์ได้ตรงตามความต้องการของคุณ

ผู้เลือกไวน์จะได้รับการรินไวน์คนสุดท้าย

เมื่อชิมและตัดสินใจสั่งแล้ว Wine Sommerlier จึงจะนำไวน์มาเสิร์ฟ โดยจะเริ่มเสิร์ฟจากคนอื่นๆ ในโต๊ะก่อน บางแห่งอาจเสิร์ฟผู้หญิงในโต๊ะให้ครบทุกคนก่อน แล้วค่อยเสิร์ฟผู้ชายท่านอื่นในโต๊ะ เมื่อครบทุกคนแล้วจึงมาเสิร์ฟคนเลือกไวน์ พูดแบบง่ายๆ ก็คือ คนที่เลือกไวน์จะได้รับการรินไวน์เป็นคนสุดท้ายในโต๊ะเสมอค่ะ

คุณต้องแกว่ง-ดูขาไวน์

ควรแกว่งแก้วไวน์เบาๆ ให้ไวน์สัมผัสกับอากาศ เพื่อให้ไวน์พัฒนาตัวเองได้มากขึ้น จากนั้นหากเชี่ยวชาญ อาจมองเพื่อดูสีและขาไวน์ นักดื่มไวน์ที่เชี่ยวชาญบางท่านแค่เพียงดูขาไวน์ ถ้าไหลเร็วจะแสดงว่า น้ำตาลไม่เยอะ เพราะมีความหนืดน้อย น้ำตาลน้อย นั่นคือ ยังเป็นไวน์สดๆ บ่มไม่นาน รสชาติจะออกเปรี้ยว

คุณต้องสูดกลิ่นหอม ก่อนจิบทีละนิด

ก่อนจิบไวน์ ควรสูดกลิ่นหอมของไวน์ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ จิบ พร้อมอมไว้ในปากสักครู่ก่อนกลืน เพื่อให้ได้ทั้งกลิ่น และรสชาติของไวน์อย่างเต็มที่

เริ่มต้นด้วยไวน์ขาว จึงต่อด้วยไวน์แดง

หากต้องการดื่มไวน์ 2 ชนิด ควรเริ่มต้นด้วยไวน์ขาว แล้วต่อด้วยไวน์แดง เนื่องด้วยตัวคาแร้กเตอร์ของไวน์แดงไม่ว่าจะเป็นพันธุ์องุ่นอะไรก็ตาม ความเข้มข้นของเขาก็จะเยอะกว่าไวน์ขาวอยู่ดี หากเราดื่มไวน์แดงก่อน จะทำให้ไวน์แดงซึ่งมีความฝาดอยู่ในตัว ติดอยู่ที่ลิ้น พอมาดื่มไวน์ขาว มันก็จะทำให้เราไม่ได้รับรสชาติที่ดีของไวน์ขาว

 

ไวน์ดื่มแล้วได้อะไรบ้าง

ดื่มไวน์วันละ 1-3 แก้วเป็นประจำ ช่วยลดการเกิดอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน

ไวน์แดงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์เสื่อมและป้องกันหวัดได้ด้วยนั่นเอง

ไวน์ขาวช่วยย่อยอาหารและขจัดพิษจากอาหารทะเลที่เป็นอันตรายต่อระบบย่อย

ไวน์ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียชนิดที่อาศัยอยู่ในช่องทางเดินหายใจ ที่จะทำให้เราเจ็บคอ และเป็นไข้

สารเมลาโทนินในผิวองุ่น ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย การดื่มไวน์แดงจึงช่วยชะลอความแก่ได้

ทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง ล้วนมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย การดื่มไวน์วันละ 1 แก้ว จะช่วยลดโอกาสเกิดฟันผุและโรคเหงือก

ดื่มไวน์วันละ 1-2 แก้ว ช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่ถ้าดื่มมากเกินไปกลับไปเพิ่มความเสียงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลการศึกษาจากอาสาสมัคร 4,000 คน เป็นเวลา 1 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย 5 แห่ง พบว่าผู้ดื่มไวน์มากกว่าวันละ 2 แก้ว จะเป็นหวัดน้อยกว่าผู้ไม่ดื่มไวน์ ถึง 44% ส่วนการดื่มไวน์แดงวันละ 1 แก้ว จะช่วยป้องกันหวัดได้เหมือนกัน

ไวน์แดงมีส่วนทำให้ความเหนียวข้นของไขมันชนิดคลอเลสเตอรอลตัวร้าย ในเกร็ดเลือดลดลง ทำให้ไม่จับตัวอุดตันตามผนังหลอดเลือด โดยเฉพาะไวน์ขาวจะมีคุณสมบัติเหนือกว่าไวน์แดงในข้อนี้

ไวน์ที่ผ่านการกรองน้อยที่สุดจะมีสารเรสเวอราทอล (Resveratrol) ที่ช่วยบำบัดความเสื่อมโทรมของหลอดเลือดได้ดี มากกว่าไวน์ที่ผ่านการกรองมาก และไวน์แดงจะดีกว่าเพราะหมักเปลือก เมล็ด กิ่ง ขณะที่ไวน์ขาวนำน้ำองุ่นมาหมักเท่านั้น

ไวน์นั้นถูกก่อกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 19 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ยีสต์คือตัวที่ทำการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์แต่จะต้องอาศัยปฏิกิริยาบางอย่างที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน การที่นำเอาองุ่นมากใช้เวลาในการหมักเพื่อให้เกิดเป็นไวน์จัดว่าเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น โดยยีสต์ที่มีอยู่ทั่วๆ ไปจะเปลี่ยนความหวานขององุ่นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ให้ทำการเติมยีสต์เข้าไปเป็นการเร่งกระบวนการในการหมัก

ราชบัณฑิตยสภาบัญญัติว่า ‘ไวน์’ (คำนาม) คือเหล้าองุ่น ในขณะที่พจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionaries) บัญญัติเอาไว้ว่า ‘An alcoholic drink made from fermented grape juice.’ หมายถึง ‘เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมักน้ำองุ่น’

 

สำหรับประวัติแรกเชื่อว่า ไวน์นั้นถูกก่อกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 19 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ยีสต์คือตัวที่ทำการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์แต่จะต้องอาศัยปฏิกิริยาบางอย่างที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน การที่นำเอาองุ่นมากใช้เวลาในการหมักเพื่อให้เกิดเป็นไวน์จัดว่าเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น โดยยีสต์ที่มีอยู่ทั่วๆ ไปจะเปลี่ยนความหวานขององุ่นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ให้ทำการเติมยีสต์เข้าไปเป็นการเร่งกระบวนการในการหมัก

ตามประวัติศาสตร์ต่อมาเชื่อว่า มีการค้นพบโถโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ภายในบรรจุเมล็ดองุ่นไรเอาไว้ในยุค 8,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่ประเทศอิหร่าน บางประวัติก็เล่าว่า เคยค้นพบร่องรอยเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการหมักกับไวน์เหมือนช่วง 7,000 ปีก่อนคริสตกาลที่ประเทศจีนตอนเหนือ ในยุคของอียิปต์โบราณ การปลูกองุ่นเพื่อเอาไว้ผลิตไวน์นั้นถูกจัดระเบียบเอาไว้อย่างดีมาก นอกจากนี้ไวน์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโลหิตของพระเยซูด้วยตามความเชื่อของคริสต์ศาสนา

ส่วนอีกประวัติศาสตร์ก็ระบุเอาไว้ว่า ไวน์ นับว่าเป็นเครื่องดื่มชนิดแรกที่สามารถเกิดขึ้นเองได้จากการหมักของธรรมชาติ โดยเมื่อฝนตกน้าได้เกิดการชะล้างหน้าดินใต้ต้นองุ่นจนเกิดเป็นแอ่งน้ำ เมื่อองุ่นสุกได้เต็มที่ก็หล่นมาใส่แอ่งน้ำนั้น จึงเกิดการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อมีคนสังเกตจึงได้ไปลองชิมดูและปรากฏว่าชอบมาก จึงได้ดื่มไปอย่างเต็มที่จนมารู้สึกตัวและได้เริ่มรู้สึกหวาดผวากับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองและไม่เคยมายุ่งวุ่นวายกับแหล่งน้ำนี้อีก จากนั้นไวน์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป จนมาในช่วง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ไวน์ก็ได้ถูกผลิตอีกครั้งจากความสามารถของมนุษย์เอง

ที่จริงเครื่องดื่มอย่างไวน์นั้นเป็นเรื่องปกติว่าจะต้องมีประวัติศาสตร์อันแสนยาวนาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่คนที่ทำการศึกษามาว่าจะเชื่อในประวัติศาสตร์ตรงไหน แค่นั้นเอง ….

 …

Continue Reading...