รีเจนซี่
Uncategorized

ประวัติความเป็นมาของ รีเจนซี่ บรั่นดีไทย

เมื่อสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา “ณรงค์ โชคชัยณรงค์” อาจถูกหาว่า “บ้า” ที่คิดจะสร้างบรั่นดีไทย รีเจนซี่ ขึ้นมาในยุทธจักรน้ำเมานี้ ด้วยเหตุว่าแนวทางการผลิตบรั่นดีคือเรื่องของศาสตร์และก็ศิลปที่ถ่ายทอดกันหลายชั่วคนจะต้องละเอียดลออตั้งแต่คัดจำพวกองุ่นชั้นเลิศที่ปลูก เก็บเกี่ยวในลักษณะอากาศสมควร รวมทั้งผ่านผู้กระทำลั่นแล้วก็บ่มรสให้นุ่มนวล

เปรียบเหมือนดั่งน้ำทิพย์ที่สรวงสวรรค์บรรจงสร้าง กว่าจะได้แต่ละหยาดหยดจำต้องใช้เวลานานไม่ต่ำยิ่งกว่า 2-3 ปี รวมทั้งทุกปีการระเหยระหว่างเก็บบ่มจะเกิดขึ้นเป็นการสูญเสียที่แพงมากแม้กระนั้นเลี่ยงมิได้ ซึ่งสวนทางกับธุรกิจที่มีวิธีการสืบหาผลกำไรสูงสุดในเวลาอันรวดเร็วทันใจ เพื่อบรรลุจุดคืนทุนแม้กระนั้นเขาไม่เคยท้อ

โชคดีเป็นของเขาเมื่อได้ทราบจะกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญชาวประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งเคยมีประสบการณ์ในบริษัทบรั่นดีโบราณของประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลดเกษียณอายุแล้วหลังจากนั้นก็คิดจะตั้งโรงงานทำบรั่นดีในเวียดนาม แม้กระนั้นภัยการสู้รบเวียดนามที่ปั่นป่วนอยู่ ทำให้แผนการของเขาจะต้องยกเลิกไป และก็เขาก็ได้ชายผู้รู้นี้มาวางรากฐานการสร้างบรั่นดีในโรงงาน

การสร้างบรั่นดี รีเจนซี่ เริ่มแรกเป็นไวน์อันเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการประสมประสานขององุ่น “จำพวกไวท์มะละกา” ซึ่งมีสีเขียวอมเหลือง นิยมนำมาปลูกกันมากมายในแถบบริเวณลุ่มน้ำแม่กลองในเขตตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สามพราน นครปฐม แล้วก็จังหวัดราชบุรี เหล้าองุ่นที่ได้จะมีดีกรี 10-12 เพียงแค่นั้น ภายหลังผ่านวิธีการกลั่นครั้งละหยดในห้องกลั่นซึ่งรับรองไฟไหม้ไว้ไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 10 ล้านบาท ความร้ายแรงของบรั่นดีจะเพิ่มมากถึง 40 ดีกรี ด้วยเหตุดังกล่าวบรั่นดีที่กลั่นเพียงแค่ครั้งเดียวจะมีความร้ายแรงแล้วก็มีคุณประโยชน์เป็นยา ก็เลยจะต้องนำไปเก็บบ่มรส 2-3 ปี ให้รสนุ่มนวลลงในถังไม้โอ๊กลีมูซีน ซึ่งเป็นไม้ประเภทเดียวที่ให้กลิ่นหอมสดชื่นรวมทั้งสีทองของบรั่นดี

เหล้ารีเจนซี่เขาให้องุ่นเป็นส่วนมากมิได้ใช้กากน้ำตาลหรือที่เรียกว่า “โมลาส” ในตอนที่สุราแบรนด์อื่นใช้เพราะว่าทุนถูกเพียงแค่ตันละ 400-500 บาท แม้กระนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เมืองไทยไม่บังคับ รัฐบาลพอใจจะมัวแต่ภาษีมากมายๆเพียงแค่นั้น อย่างแม่โขงกว่าจะเข้าไปขายในอเมริกาจะต้องใช้เวลาตั้งนาน ควรมีการเปลี่ยนสูตรก่อน

ณรงค์ โชคชัยณรงค์ กำเนิดเมื่อปี พุทธศักราช2467 คุณแม่ชื่อ “แต้สี” พ่อชื่อ “จินซุ้ย” ถ้าหากไม่มีเขา “รีเจนซี่บรั่นดี” ก็อาจมิได้เกิดมาในแวดวงน้ำเมานี้ ชีวิตของณรงค์เริ่มอย่างลำบากยากลำบากในชีวิตวัยเด็กที่เดินทางจากแผ่นดินจีนสู่ใต้ร่มเงาของผืนแผ่นดินไทย ในตอนก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

ในตอนนั้นณรงค์ที่ยังคงใช้ “แซ่เฮ้ง” เพิ่งแก่รุ่นๆเพียงแต่ 13-14 ปี เริ่มชีวิตในประเทศไทยด้วยการทำงานทำความเข้าใจเป็นช่างเจียระไนอัญมณีในร้านเพชรบริเวณซอยหัวเม็ด จักรวรรดิ ความอุตสาหะอุตสาหะที่มีแววฉลาดเฉลียว ได้ฉายประกายดุจเพชรน้ำเอกที่ทำให้ชีวิตของชายหนุ่มคนจีนได้เจอรักกับลูกหญิงคนมั่งมีเถ้าแก่เพชร “แซ่เบ๊”

พ่อตาอย่าง “ปรีชา อัศวปรีชา” ได้ยินยอมชู “สุทธิวรรณ อัศวปรีชา” บุตรสาวที่รักยิ่งให้แก่ณรงค์ และก็ความรอบรู้ก็ไม่ผิดหวังในชายหนุ่มคนนี้ เพราะเหตุว่าในเวลาถัดมาณรงค์ได้พิสูจน์ถึงเชื้อสายของนักสู้ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม จวบจนกระทั่งตนเองบรรลุผลสำเร็จ

เขาได้แปลงเป็นตำนานของ “แจ๊คผู้หาญฆ่ายักษ์แม่โขง” ในฐานะผู้เข้ามาใหม่ด้วยบรั่นดีรีเจนซี่ ภายหลังรวบรวมทุนรอนมากมายก่ายกองจากการค้าเพชรและก็รับเหมาก่อสร้างห้องแถวลำดับที่สามบริเวณอันเป็นที่เงินของจุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย

เครือญาติคุณณรงค์ถูกใจสะสมบรั่นดีคอนญัคมาก แล้วก็คุณณรงค์ก็ถูกใจดื่มบรั่นดี ต่อมาเขาไม่ดื่มมากเพราะเหตุว่าระวังเรื่องสุขภาพในขณะที่เข้ามาในแวดวงนั้น คุณณรงค์ถูกใจและก็หลงใหลบรั่นดีแล้วก็อันไหนที่จิบแล้วผิดดวงใจก็ตำหนิ คนเขาก็ว่าติเตียนมากมายก็ทำเองสิ…ด้วยคำท้านี้เองเขาก็เลยได้ตกลงใจทุ่มเงินทุกบาททุกเงินที่ได้จากกิจการค้าเพชรรวมทั้งรับเหมาก่อสร้างไปลงทุน

ณรงค์ก้าวเข้ามาใน “ยุทธจักรน้ำเมา” ที่เป็นธุรกิจการบ้านการเมืองตั้งแต่ปี พุทธศักราช2515 โดยรู้อยู่แก่ใจว่าช่องทางกำเนิดนั้นจะต้องปวดแล้วก็ทรมาทรกรรม ไม่มีผู้ใดสารภาพรีเจนซี่ในระยะต้น แม้กระนั้นด้วยความเต็มใจนักสู้ที่ถือเอาความสุจริตใจเป็นที่ตั้งบวกกับความสัมพันธ์ด้านการเงินที่มี “แบงค์กรุงเทวดา” สนับสนุนเต็มกำลัง ก็ทำให้ณรงค์กล้าก้าวเข้ามาเป็นผู้สร้างบรั่นดี ด้วยเจตนาที่ยึดมั่นประสิทธิภาพเป็นลักษณะเด่นทางการขายและก็การตลาด

เดิมณรงค์กินเหล้าไม่เป็น แต่ว่าในระหว่างที่รีเจนซี่รุ่นแรกๆไม่มีใครซื้อเลย มึงเลยรับประทานของเอ็งเอง จนถึงหน้าแดงเข้ม ลองคิดดูสิ กว่าจะติดอันดับนี่ยาก เนื่องจากจำเป็นต้องทำโฆษณาตลาดตลอด แต่ว่าณรงค์มึงเป็นคนประชาสัมพันธ์ไม่เป็น กล่าวแต่ของผมดีๆแล้วผู้ใดกันจะไปทราบล่ะ…คนแก่ในกรมสรรพสามิตเล่าให้ฟัง โดยเหตุนี้ในปี พุทธศักราช2534 เขาก็เลยทุ่มงบประมาณประชาสัมพันธ์วันครบรอบ 20 ปี ของรีเจนซี่บรั่นดี ทางสื่อมวลชนทุกกิ่งก้านสาขา เพื่อสร้างภาพวจนะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยชาวไทยเพื่อชาวไทย

ณรงค์มีความเป็นมนุษย์จีนที่เป็นคนประเทศไทยมากกว่าคนประเทศไทยบางบุคคลเสียอีก ชีวิตที่ได้รับช่องทางกระบวนการทำมาหารับประทาน ความสัมพันธ์ธุรกิจกับผู้ใหญ่เป็นต้นว่า “พล.อ.เกรียงอำนาจ ชมะนันทน์” สมัยก่อนนายกฯผู้มองดูมัยการจิบบรั่นดีรวมทั้งอยากช่วยเหลือกสิกรองุ่นที่ประสบพบปัญหาผลิตผลราคาตกต่ำ ทำให้การขอรับการช่วยสนับสนุนโรงงานของเขาในเวลาถัดมาได้รับการส่งเสริมอย่างยอดเยี่ยมทั้งยังจากหน่วยงานของรัฐและก็กรมสรรพสามิต

“เอ็งเป็นคนไม่ทุจริตภาษี ถึงขาดเงินเพราะเหตุว่าขายสินค้ามิได้ มึงก็ไปกู้มาให้” ประธานในกรมสรรพสามิตเล่าให้ฟังถึงอดีตกาล แต่ว่าเดี๋ยวนี้บริษัทได้จ่ายภาษีค่าธรรมเนียมทั้งปวงปีละเกือบจะพันล้านบาท เนื่องจากว่าสุราขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่ามีรายได้เป็นอันมาก

การรู้จักใช้ความกตัญญูกตเวทีที่ไปมาหาสู่ไม่เคยขาดในช่องทางหลักๆอย่างเช่นวันเกิด วันขึ้นปีใหม่ ทำให้เขามีวันนี้ได้ เขาไม่เคยลืมพระคุณคนใด ขนาด “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” หมดอำนาจไปแล้ว เขาก็ยังไปพบอยู่เป็นประจำหรือ “สมหมาย ฮุนตระกูล” ซึ่งเคยอนุมัติเพราะเหตุว่ามีความคิดเห็นว่าโครงงานของเขาดี ณรงค์มีความเห็นว่าเป็นลายมือของท่าน ก็จะต้องไปพบทั้งที่ท่านไม่เคยทราบว่าเลยว่าช่วย นี่เป็นเสน่ห์ของณรงค์ที่ถูกใจไปพบคนเกษียณแล้วเพื่อคุ้มครองปกป้องคำครหาว่า “ยกยอปอปั้นคนแก่”

แม้กระนั้นเรื่องราวกาลครั้งหนึ่งที่ทำให้ณรงค์เศร้าใจมากมายก็คือ ความสัมพันธ์อันดั้งเดิมกับ “คีเซ่งโชคดี” จะต้องขาดสะบั้นลง คีเซ่งโชคดีเป็นเอเยนต์รีเจนซี่ในจังหวัดนครราชสีมามานาน เถ้าแก่คีเซ่งโชคดีจะรักและก็ช่วยเหลือณรงค์มากมายตั้งแต่เริ่มสมัยเริ่มต้นตลาดมาด้วยกัน จนถึงมียอดจำหน่ายรีเจนซี่สูงสุดในประเทศ ความยำเกรงที่ทั้งสองมีให้กันเสมือนเครือญาติ แม้กระนั้นเมื่อเถ้าแก่คีเซ่งโชคดีได้เสียชีวิตลง ข้อคิดเห็นเรื่องผลตอบแทนเริ่มต่างจากเดิม ยิ่งมีเรื่องมีราวบริษัทเรียกเงินรับประกันหรือ “แตะเต้ย” เป็นเงิน 7 ล้านบาทเพื่อช่วยด้านขยายกำลังการผลิตทางคีเซ่งโชคดีได้เป็นแม่งานถกเถียงถึงแม้ได้มีการเสวนากันและจากนั้นก็ตาม สุดท้ายคีเซ่งโชคดีก็ขอเลิกเป็นเอเยนต์

โน่นเกิดเรื่องที่ณรงค์เศร้าใจจนถึงทุกวันนี้ และก็เขาชอบพร่ำบ่นกับคนสนิทเสมอว่าเสียดายความเกี่ยวเนื่องอันดีที่มีต่อกัน…

ณรงค์มีลูกชายลูกหญิงทั้งหมด 5 คนเป็นลูกชายต้นปีท้ายปีเป็น ดิเรกรวมทั้งกรีติ์กนิษฐ์ และก็บุตรสาวสามคนเป็น ศุภสร พรจันทร์ รวมทั้งศันสนีย์ ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแต่ได้รับการเรียนรู้จากต่างแดนตั้งแต่ยังเล็กที่ประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งจบระดับปริญญาจากสหรัฐฯโดยมีม่าม้าอย่างสุทธิชาติชั้นวรรณะตามไปรอดูแล หากแม้ในทางนิตินัยคุณยังคงใช้คำนำหน้าชื่อว่า “นางสาวสุทธิวรรณะ อัศวปัญญาสามารถ” จนถึงปัจจุบันนี้

ดิเรก โชคชัยณรงค์ ลูกชายคนหัวปีของณรงค์ที่จบด้านวิศวกรรมเคมีโรงงานจากอเมริกาก็ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบสกุลสืบภารกิจนี้ต่อจากบิดา ตอนนี้ดิเรกด้อยกว่ากรรมการผู้จัดการรวมทั้งดูแลการสร้างและก็ด้านการตลาดด้วย, ศุภสรหรือที่นิยมเรียกชื่อเล่นว่า “รุ้งกินน้ำ” ผู้มีพื้นฐานจบจากด้านกราฟิกดีไซน์ก็ถนัดคุมหน้าที่สนับสนุนด้านประชาสัมพันธ์โปรโมท ,พรจันทร์หรือ “ปาน” ดูแลด้านบัญชีการคลัง ส่วนบุตรสาวอีกคนก็ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ รวมทั้งลูกชายคนเล็กก็เล่าเรียนมาทางด้านการบริหารธุรกิจการตลาด

ชีวิตทุกๆวันนี้ ณรงค์ทุ่มเทให้กับการทำงานมากมาย จะไปโรงงานทุกวี่ทุกวันแม้ว่าจะเดินไม่ค่อยไหว ทุกตอนเช้า 10 นาฬิกาถึงบ่ายสี่นาฬิกาเย็นเขาจะขลุกอยู่ในโรงงานเหล้าพิเศษสุวรรณภูมิที่จังหวัดนครปฐม แม้ว่าจะผ่านพ้นวัยปลดเกษียณไปๆมาๆกแล้ว ชายร่างอ้วนใหญ่คนนี้ก็ยังหมั่นดูแลธุรกิจอยู่เป็นประจำ

ตราบเท่าที่เขายังมีลมหายใจอยู่ตราบนั้นเขาจะไม่ยินยอมหยุดปฏิบัติงานจากชีวิตที่ต่อสู้ด้วยสองมือเปล่า วันนี้ชีวิต “ณรงค์ โชคชัยณรงค์” มีผลกำไรแล้ว

 

ที่มา..  bizpromptinfo

Continue Reading...