เครื่องดื่มค็อกเทล
Uncategorized

ค็อกเทล Angostura Aromatic Bitters

เครื่องดื่มค็อกเทล Angostura bitters ที่เป็นส่วนผสมจากสมุนไพรเพื่อเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อน และกลิ่นหอมๆ ให้กับค็อกเทลและเครื่องดื่มผสมของคุณ! ชื่อ Angostura มาจากเมือง Angostura ประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งมีการผลิตเครื่องปรุงครั้งแรก ส่วนผสมแอลกอฮอล์เข้มข้นที่มีส่วนผสมของพฤกษศาสตร์ ได้แก่ น้ำแอลกอฮอล์ 44.7% สมุนไพรและเครื่องเทศ ชั้น 16 นี้ ออนซ์ ขวดขมจะช่วยให้คุณมีอาหารที่ดีสำหรับสูตรอาหารและเครื่องดื่มผสมของคุณ

เครื่องดื่มค็อกเทล

สาระสำคัญของสมุนไพร Angostura bitters เหมาะสำหรับเครื่องดื่มวิสกี้และเหล้ารัมและเพิ่มโครงสร้างและความซับซ้อนให้กับค็อกเทลซิกเนเจอร์ เสิร์ฟค็อกเทลคลาสสิกแบบเก่าที่บาร์ร้านอาหารหรือเลานจ์ที่ทำจากวิสกี้บิทเทอร์น้ำตาลน้ำเปล่าและเครื่องปรุงที่คุณชื่นชอบ Angostura bitters สามารถใช้ใน mojitos, Manhattans และ Island Breezes รสขมและมีรสเปรี้ยวทำให้นึกถึงซินนามอนกระวานโป๊ยกั๊กและกานพลู

ชั้น 16 นี้ ออนซ์ ขวด Angostura bitters มีฉลากขนาดใหญ่พิเศษเพื่อให้ระบุตัวตนได้ง่าย เป็นที่รู้จักกันในการเพิ่มรสชาติของส่วนผสมโดยไม่ปิดบังรสชาติที่แท้จริงของมันขมยังเป็นที่รู้จักกันในนามของสารสกัดเข้มข้นที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้องได้ ค็อกเทลคลาสสิกและเครื่องดื่มผสมบางชนิดจะไม่เหมือนกันหากไม่มี Angostura bitters!…

Continue Reading...

ไวน์วันละแก้ว
Uncategorized

ไวน์วันละแก้ว ดีอย่างไร วิธีการดื่มไวน์ดื่มอย่างไร ?

ไวน์วันละแก้ว สำหรับมือใหม่หัดจิบ ดีอย่างไร ดื่มอย่างไร มีที่มาอย่างไร ไขข้อข้องใจได้ที่นี่ค่ะ

การดื่ม ไวน์วันละแก้ว ช่วยให้เลือดไหวเวียนได้ดี ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ให้ผลดีกับร่างกายมากกว่าเบียร์ แต่หากคุณไม่ใช่สายไวน์ แต่เริ่มอยากรู้อยากจิบกับเขาบ้าง วันนี้เราขอเสนอ สำหรับมือใหม่หัดจิบให้เข้าใจกันง่ายๆ  ไวน์เป็น  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขึ้นชื่อว่า เก่าแก่ที่สุดของมนุษย ดื่มกันมาหลายพันปี แม้ว่ารสชาติจะไม่เหมือนไวน์ในยุคแรกๆ แต่ที่ฉุนจนต้องผสมกับน้ำทะเลก่อนดื่ม แต่ก็คือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ที่หมักน้ำตาลจากองุ่นจนเกิดเป็นเมรัย ซึ่งไม่ใช่ได้เพียงความเมา หากรู้จักดื่มไวน์ให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ คุณค่าก็จะมากมายเกินที่คุณจะคาดคิดเลยทีเดียว ค่ะ

ไวน์วันละแก้ว

 

สิ่งแรกที่คนดื่มไวน์ต้องเข้าใจก่อนเลยก็คือ การจับแก้ว เนื่องจากอุณหภูมิความร้อนจากฝ่ามือเมื่อส่งผ่านไปถึงแก้วจะทำให้ไวน์มีรสชาติเปลี่ยนไป เพี้ยนจนเสียรสก็มีมาแล้วเหมือนกัน ดังนั้นเราต้องจับแก้วให้ถูกวิธี การจัดแก้วไวน์ที่ถูกต้องจะต้องจับให้ถูกแก้วให้น้อยสุดเพื่อให้อุณหภูมิแผ่ไปน้อยที่สุด สำหรับมือใหม่ วิธีการจับแบบง่ายก็คือ ใช้นิ้วคีบก้านแก้วไวน์นั้นแล้วยกขึ้นดื่ม
วิธีการดื่มไวน์ หากไม่นับการรินไวน์ ที่พนักงานบริการจะจัดการให้ เราเลยขอข้ามขั้นตอนตรงนี้ไปเลย การดื่มไวน์นั้นไม่ได้เหมือนกับเครื่องดื่มทั่วไป อาจจะต้องมีขั้นตอนบางอย่างเอาไว้ด้วย เพื่อให้เราได้รสชาติที่ดีที่สุดของการดื่มไวน์ วิธีการดื่มไวน์สำหรับมือใหม่อย่างเราก็คือ เมื่อบริการรินไวน์ให้แล้ว เรายังไม่สามารถดื่มไวน์ได้ทันที ต้องยกขึ้นมาเสียก่อนจากนั้นหมุนวนแก้วเล็กน้อยเพื่อไวน์เกิดการเคลื่อนไหววิธีนี้จะช่วยให้ไวน์ผสมกันดีขึ้น จากนั้นดมกลิ่นความหอมแล้วค่อยยกจิบขึ้นดื่มไวน์

มารยาทที่ควรรู้เอาไว้ไม่เสียหาย ในการจิบไวน์

คุณต้องไม่จับไวน์ที่ตัวแก้ว

ไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาว ไวน์แดง หรือแม้แต่แชมเปญ เพราะอุณหภูมิความร้อนของมือเรา จะไปให้ไวน์เสียรสได้ ทั้งยังดูเป็นการเสียมารยาทด้วย การจับที่ถูกต้องคือ ให้จับตรงก้านแก้ว ทั้งนี้การจับที่ตัวแก้ว แบบนั้นเหมาะจะใช้ในการจับแก้วบรั่นดี เหตุผลคือ พวกเหล้าบรั่นดีนิยมดื่มแบบอุ่นๆ บรั่นดีบางตัว เพื่อให้แก้วอุ่น แล้วจึงรินบรั่นดีลงไป เพื่อที่จะให้บรั่นดีหอมละมุนอยู่ในคอ และได้รสชาติดียิ่งขึ้น

2.คุณต้องปล่อยให้เจ้าภาพเลือกไวน์
หากคุณไม่ใช่เจ้าภาพ ควรปล่อยให้เจ้าภาพเลือกไวน์เอง แต่หากคุณเป็นเจ้าภาพ หรือเป็นคนที่เจ้าภาพให้เกียรติคุณเป็นผู้เลือกไวน์ ผู้แนะนำไวน์ จะเอาไวน์มาให้คุณชิม และตัดสินใจ ซึ่งโดยมารยาทการชิมไวน์นั้น ควรให้ผู้เลือกเป็นผู้ชิมไวน์เพียงคนเดียวเท่านั้น

คุณควรมีWine Sommerlier ช่วยแนะนำ

หากคุณไม่ชำนาญเรื่องไวน์ แล้วต้องเป็นเจ้าภาพ หรือผู้เลือกไวน์คือ ขอให้ Wine Sommerlier เป็นผู้แนะนำ โดยคุณอาจบอกความต้องการว่า อยากได้ไวน์แบบไหน เช่น ไวน์แดงรสเข้ม หรือไวน์ขาวที่ดื่มง่าย เพื่อให้ Wine Sommerlier เสนอแนวทาง และแนะนำไวน์ได้ตรงตามความต้องการของคุณ

ผู้เลือกไวน์จะได้รับการรินไวน์คนสุดท้าย

เมื่อชิมและตัดสินใจสั่งแล้ว Wine Sommerlier จึงจะนำไวน์มาเสิร์ฟ โดยจะเริ่มเสิร์ฟจากคนอื่นๆ ในโต๊ะก่อน บางแห่งอาจเสิร์ฟผู้หญิงในโต๊ะให้ครบทุกคนก่อน แล้วค่อยเสิร์ฟผู้ชายท่านอื่นในโต๊ะ เมื่อครบทุกคนแล้วจึงมาเสิร์ฟคนเลือกไวน์ พูดแบบง่ายๆ ก็คือ คนที่เลือกไวน์จะได้รับการรินไวน์เป็นคนสุดท้ายในโต๊ะเสมอค่ะ

คุณต้องแกว่ง-ดูขาไวน์

ควรแกว่งแก้วไวน์เบาๆ ให้ไวน์สัมผัสกับอากาศ เพื่อให้ไวน์พัฒนาตัวเองได้มากขึ้น จากนั้นหากเชี่ยวชาญ อาจมองเพื่อดูสีและขาไวน์ นักดื่มไวน์ที่เชี่ยวชาญบางท่านแค่เพียงดูขาไวน์ ถ้าไหลเร็วจะแสดงว่า น้ำตาลไม่เยอะ เพราะมีความหนืดน้อย น้ำตาลน้อย นั่นคือ ยังเป็นไวน์สดๆ บ่มไม่นาน รสชาติจะออกเปรี้ยว

คุณต้องสูดกลิ่นหอม ก่อนจิบทีละนิด

ก่อนจิบไวน์ ควรสูดกลิ่นหอมของไวน์ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ จิบ พร้อมอมไว้ในปากสักครู่ก่อนกลืน เพื่อให้ได้ทั้งกลิ่น และรสชาติของไวน์อย่างเต็มที่

เริ่มต้นด้วยไวน์ขาว จึงต่อด้วยไวน์แดง

หากต้องการดื่มไวน์ 2 ชนิด ควรเริ่มต้นด้วยไวน์ขาว แล้วต่อด้วยไวน์แดง เนื่องด้วยตัวคาแร้กเตอร์ของไวน์แดงไม่ว่าจะเป็นพันธุ์องุ่นอะไรก็ตาม ความเข้มข้นของเขาก็จะเยอะกว่าไวน์ขาวอยู่ดี หากเราดื่มไวน์แดงก่อน จะทำให้ไวน์แดงซึ่งมีความฝาดอยู่ในตัว ติดอยู่ที่ลิ้น พอมาดื่มไวน์ขาว มันก็จะทำให้เราไม่ได้รับรสชาติที่ดีของไวน์ขาว

 

ไวน์ดื่มแล้วได้อะไรบ้าง

ดื่มไวน์วันละ 1-3 แก้วเป็นประจำ ช่วยลดการเกิดอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน

ไวน์แดงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์เสื่อมและป้องกันหวัดได้ด้วยนั่นเอง

ไวน์ขาวช่วยย่อยอาหารและขจัดพิษจากอาหารทะเลที่เป็นอันตรายต่อระบบย่อย

ไวน์ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียชนิดที่อาศัยอยู่ในช่องทางเดินหายใจ ที่จะทำให้เราเจ็บคอ และเป็นไข้

สารเมลาโทนินในผิวองุ่น ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย การดื่มไวน์แดงจึงช่วยชะลอความแก่ได้

ทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง ล้วนมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย การดื่มไวน์วันละ 1 แก้ว จะช่วยลดโอกาสเกิดฟันผุและโรคเหงือก

ดื่มไวน์วันละ 1-2 แก้ว ช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่ถ้าดื่มมากเกินไปกลับไปเพิ่มความเสียงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลการศึกษาจากอาสาสมัคร 4,000 คน เป็นเวลา 1 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย 5 แห่ง พบว่าผู้ดื่มไวน์มากกว่าวันละ 2 แก้ว จะเป็นหวัดน้อยกว่าผู้ไม่ดื่มไวน์ ถึง 44% ส่วนการดื่มไวน์แดงวันละ 1 แก้ว จะช่วยป้องกันหวัดได้เหมือนกัน

ไวน์แดงมีส่วนทำให้ความเหนียวข้นของไขมันชนิดคลอเลสเตอรอลตัวร้าย ในเกร็ดเลือดลดลง ทำให้ไม่จับตัวอุดตันตามผนังหลอดเลือด โดยเฉพาะไวน์ขาวจะมีคุณสมบัติเหนือกว่าไวน์แดงในข้อนี้

ไวน์ที่ผ่านการกรองน้อยที่สุดจะมีสารเรสเวอราทอล (Resveratrol) ที่ช่วยบำบัดความเสื่อมโทรมของหลอดเลือดได้ดี มากกว่าไวน์ที่ผ่านการกรองมาก และไวน์แดงจะดีกว่าเพราะหมักเปลือก เมล็ด กิ่ง ขณะที่ไวน์ขาวนำน้ำองุ่นมาหมักเท่านั้น

ไวน์นั้นถูกก่อกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 19 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ยีสต์คือตัวที่ทำการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์แต่จะต้องอาศัยปฏิกิริยาบางอย่างที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน การที่นำเอาองุ่นมากใช้เวลาในการหมักเพื่อให้เกิดเป็นไวน์จัดว่าเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น โดยยีสต์ที่มีอยู่ทั่วๆ ไปจะเปลี่ยนความหวานขององุ่นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ให้ทำการเติมยีสต์เข้าไปเป็นการเร่งกระบวนการในการหมัก

ราชบัณฑิตยสภาบัญญัติว่า ‘ไวน์’ (คำนาม) คือเหล้าองุ่น ในขณะที่พจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionaries) บัญญัติเอาไว้ว่า ‘An alcoholic drink made from fermented grape juice.’ หมายถึง ‘เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมักน้ำองุ่น’

 

สำหรับประวัติแรกเชื่อว่า ไวน์นั้นถูกก่อกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 19 หลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ยีสต์คือตัวที่ทำการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์แต่จะต้องอาศัยปฏิกิริยาบางอย่างที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน การที่นำเอาองุ่นมากใช้เวลาในการหมักเพื่อให้เกิดเป็นไวน์จัดว่าเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น โดยยีสต์ที่มีอยู่ทั่วๆ ไปจะเปลี่ยนความหวานขององุ่นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ให้ทำการเติมยีสต์เข้าไปเป็นการเร่งกระบวนการในการหมัก

ตามประวัติศาสตร์ต่อมาเชื่อว่า มีการค้นพบโถโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ภายในบรรจุเมล็ดองุ่นไรเอาไว้ในยุค 8,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่ประเทศอิหร่าน บางประวัติก็เล่าว่า เคยค้นพบร่องรอยเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการหมักกับไวน์เหมือนช่วง 7,000 ปีก่อนคริสตกาลที่ประเทศจีนตอนเหนือ ในยุคของอียิปต์โบราณ การปลูกองุ่นเพื่อเอาไว้ผลิตไวน์นั้นถูกจัดระเบียบเอาไว้อย่างดีมาก นอกจากนี้ไวน์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโลหิตของพระเยซูด้วยตามความเชื่อของคริสต์ศาสนา

ส่วนอีกประวัติศาสตร์ก็ระบุเอาไว้ว่า ไวน์ นับว่าเป็นเครื่องดื่มชนิดแรกที่สามารถเกิดขึ้นเองได้จากการหมักของธรรมชาติ โดยเมื่อฝนตกน้าได้เกิดการชะล้างหน้าดินใต้ต้นองุ่นจนเกิดเป็นแอ่งน้ำ เมื่อองุ่นสุกได้เต็มที่ก็หล่นมาใส่แอ่งน้ำนั้น จึงเกิดการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อมีคนสังเกตจึงได้ไปลองชิมดูและปรากฏว่าชอบมาก จึงได้ดื่มไปอย่างเต็มที่จนมารู้สึกตัวและได้เริ่มรู้สึกหวาดผวากับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองและไม่เคยมายุ่งวุ่นวายกับแหล่งน้ำนี้อีก จากนั้นไวน์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป จนมาในช่วง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ไวน์ก็ได้ถูกผลิตอีกครั้งจากความสามารถของมนุษย์เอง

ที่จริงเครื่องดื่มอย่างไวน์นั้นเป็นเรื่องปกติว่าจะต้องมีประวัติศาสตร์อันแสนยาวนาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่คนที่ทำการศึกษามาว่าจะเชื่อในประวัติศาสตร์ตรงไหน แค่นั้นเอง ….

 …

Continue Reading...